จำนวนการดูหน้าเว็บรวม

วันเสาร์ที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2557

ประวัติของคุกกี้

ประวัติของคุกกี้
 
 
 
คุกกี้ คือขนมอบชิ้นเล็กๆ รูปร่างแบน ซึ่งทำจากแป้งสาลี คำว่าคุกกี้มีที่มาจากคำในภาษาดัตช์ koekje ซึ่งหมายถึง "เค้กชิ้นเล็กๆ" แรกเริ่มเดิมทีนั้น คุกกี้ทำโดยการแบ่งแป้งขนมเค้กที่ผสมแล้วออกมาส่วนหนึ่ง จากนั้นแบ่งออกเป็นชิ้นเล็ก ๆ แล้วนำเข้าเตาอบ เพื่อทดสอบอุณหภูมิที่จะใช้อบขนมเค้ก คำว่า "คุกกี้" (cookie) ใช้กันในสหรัฐอเมริกาและแคนาดา ในขณะที่ในสหราชอาณาจักรจะเรียกขนมแบบเดียวกันนี้ว่า "บิสกิต" (biscuit)
ผลิตภัณฑ์เบเกอรี่อีกประเภทหนึ่งซึ่งเราค่อนข้างจะคุ้นเคยกันเป็นอย่างดีเพราะ เป็นขนมที่มีกรรมวิธีการทำที่ง่าย รสชาติอร่อย หอม หวานมัน และที่สำคัญคือความกรอบ ซึ่งเป็นลักษณะเฉพาะตัวของขนมประเภทนี้ และสามารถเก็บเอาไว้ได้ในระยะยาว นิยมที่จะใช้เป็นของขวัญในวันปีใหม่ หรือเทศกาลต่าง ๆ นั้นก็คือ คุกกี้ (Cookies) นั่นเอง คุกกี้เป็นเบเกอรี่ที่มีส่วนผสมคล้ายคลึงกับเค้กคือ ประกอบด้วย แป้ง, เนย, นม, ไข่ และสิ่งที่ช่วยให้ขึ้นฟูอื่นๆ แต่จะมีส่วนผสมของ ของเหลวน้อยกว่าและแตกต่างกับเค้กตรงที่ใช้แป้งที่มีปริมาณโปรตีนสูงกว่าเค้ก แต่น้อยกว่าขนมปัง แป้งที่ว่าก็คือ แป้งสาลีเอนกประสงค์


ประเภทของคุกกี้

ต้นทุนการผลิต

ต้นทุนการผลิต
 
 
เงินลงทุนโดยประมาณสำหรับธุรกิจเบเกอรี่
ต้นทุนที่ใช้ในสำหรับผู้ที่ต้องการเปิดร้านเบเกอรี่ จำเป็นต้องใช้เพื่อให้ธุรกิจดำเนินไปด้วยดี ซึ่งต้นทุนนั้นจะแบ่งออกเป็น 2 ประเภทคือ 1. ต้นทุนคงที่ 2. ต้นทุนผันแปร
 
1. ต้นทุนคงที่
เป็นต้นทุนสำหรับการซื้อเครื่องมือ ซึ่งในกรณีนี้หมายถึง เตาอบ เครื่องผสมแป้งและส่วนผสมอื่นๆ ตลอดจนถึงเครื่องใช้ไม้สอยทั้งหลาย บางชนิดอย่างเช่นเตาอบหรือเครื่องผสมอาหารอาจมีราคาแพง โดยเฉพาะหากเป็นลนค้าเกรดเอหรือแบรนด์ดัง คุณภาพสูงเป็นที่รู้จักกันทั่วไป ก็จะยิ่งมีราคาสูงมากขึ้น คุณภาพก็ดีตามไปด้วย อายุการใช้งานก็จะยาวนานกว่าสินค้าระดับล่างที่เน้นให้ราคาถูกไว้ก่อน แต่อายุการใช้งานก็น้อยตามไปด้วย
 
2. ต้นทุนผันแปร
เป็นต้นทุนที่ใช้สำหรับการซื้อวัตถุดิบต่างๆ เช่น แป้ง น้ำตาล เนย เป็นต้น สินค้าเหล่านี้เป็นสินค้าที่ต้องซื้อใหม่อย่างสม่ำเสมอ ต้นทุนสินค้าพวกนี้จะผันแปรไปตามราคาตลาดแต่ถ้าเราซื้อสินค้าในจำนวนมากๆ ก็สามารถต่อรองราคาได้ แต่อย่าลืมว่าถ้าเน้นให้ราคาถูกไว้ก่อน คุณภาพสินค้าก็อาจจะต่ำไปด้วยก็ได้
 
 


ทำเลที่ตั้ง

ทำเลที่ตั้ง
 
 
 
 
 
การเลือกทำเลที่ตั้งสถานประกอบธุรกิจ หมายถึง การจัดหาหรือสรรหาสถานที่ สำหรับประกอบธุรกิจให้มีประสิทธิภาพสูงสุด โดยคำนึงถึง กำไร ค่าใช้จ่าย พนักงาน ความสัมพันธ์กับลูกค้าความสะดวก ตลอดสภาพแวดล้อมต่าง ๆ ที่ดีตลอดระยะเวลาที่ประกอบธุรกิจนั้น
ความสำคัญในการเลือกทำเลที่ตั้งสถานประกอบธุรกิจ
การเลือกทำเลที่ตั้งสถานประกอบธุรกิจ มีความสำคัญต่อความสำเร็จขององค์การธุรกิจ กล่าวคือหากเลือกทำเลที่ไม่เหมาะสม จะทำให้องค์การธุรกิจ ประสบปัญหาอื่น ๆ ตามมา เช่น ค่าขนส่งสูง เนื่องจากสถานประกอบธุรกิจอยู่ไกลจากแหล่งวัตถุดิบ และตลาด นอกจากนี้ อาจขาดแคลนแรงงานที่มีคุณภาพ ขาดแคลนวัตถุดิบ รวมไปถึงปัจจัยอื่น ๆ ซึ่งเป็นอุปสรรคต่อการผลิต และการปฏิบัติงานขององค์การธุรกิจ โดยทั่วไปลักษณะของทำเล จะไม่มีลักษณะใด ที่ดีกว่ากันอย่างชัดเจน แต่จะเกิดจากการพิจารณาลักษณะดีของแต่ละทำเล นำมาประกอบกัน เพื่อการตัดสินใจเลือกที่ใช้ตั้ง สถานประกอบธุรกิจ ที่อาจก่อให้เกิดปัญหาในอนาคต ให้น้อยที่สุดการเลือกทำเลที่ตั้งสถานประกอบธุรกิจต่าง ๆ โดยทั่วไปมักจะพยายามหาแหล่ง หรือทำเลที่ทำให้ต้นทุนรวม ของการผลิตสินค้าและ บริการที่ต่ำที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้แต่ลักษณะของการประกอบธุรกิจและสถานที่ประกอบกิจการย่อมแตกต่างกันในเรื่องของชนิดสินค้า ค่าใช้จ่ายและการลงทุน ดังนั้นการพิจารณาเลือกทำเลจึงต้องคำนึงถึงปัจจัยต่าง ๆ หลายประการเพราะการเลือกทำเลที่ตั้ง มีความสำคัญต่อการ ดำเนินงานขององค์การธุรกิจต่าง ๆ เช่น การวางแผนระบบการผลิต การวางผังโรงงาน การลงทุน และรายได้ 

วิธีทำ

วิธีทำ
 
 
 
 
1. อุ่นเตาอบที่อุณหภูมิ 175-180 องศาเซลเซียส
2. ตีเนยเค็มจนเป็นเนื้อครีม
3. ใส่น้ำตาลทรายตีต่อจนส่วนผสมเข้ากัน
4. ใส่ไข่ไก่และกลิ่นวนิลา ตีต่อจนเข้ากัน
5. ร่อนแป้งเค้กและผงฟูใส่ลงในส่วนผสมที่เข้ากันดี
6. คนตะล่อมต่อจนเข้ากัน
7. ตักใส่ในตัวบีบคุกกี้
8. บีบใส่ถาดที่ทาเนยจนทั่ว
9. นำเข้าเตาอบ 16-18 นาที หรือจนสุก
10. เมื่อสุกนำมาพักให้เย็นบนตะแกรง
11. เก็บใส่ภาชนะที่มิดชิด


วัตถุดิบ

วัตถุดิบ
 
 
 
 
1. เนยเค็ม 130 กรัม
2. น้ำตาลทราย 75 กรัม
3. ไข่ไก่ 1 ฟอง
4. ผงฟู 1 ช้อนชา
5. แป้งเค้ก 150 กรัม
6. กลิ่นวนิลา 1 ช้อนชา
 
 
 


เครื่องมือในการทำ

คุกกี้เนยสด
 


 
เครื่องมือการทำ
 
1. ตัวบีบคุ้กกี้
2. ถาดเข้าเตาอบ
3. ตะแกรง
4. ตะกร้อตีไข่
5. ชามผสม
6. ที่ร่อนแป้ง